ถ้าอยากเข้าใจโลก เราต้องออกไปฟังคนที่ไม่ได้คิดเหมือนเรา... สัมมาธุรกิจ

Share

พาเด็กๆ ออกจากห้องเรียนไปพบผู้คน ฟังประสบการณ์ที่หลากหลาย และฝึกมองให้เห็นว่า เบื้องหลังปัญหาหนึ่งเรื่อง มีผู้คน ความต้องการ และปัจจัยอะไรซ่อนอยู่บ้าง
 

  • ฟังประสบการณ์ที่หลากหลาย และฝึกมองให้เห็นว่า เบื้องหลังปัญหาหนึ่งเรื่อง มีผู้คน ความต้องการ และปัจจัยอะไรซ่อนอยู่บ้าง

https://www.facebook.com/share/p/1HJgpymdCQ/

 

  • ทำไมเด็กบางคนจึงหลุดออกจากระบบการศึกษา?

https://www.facebook.com/share/p/18aH4Mjugn/

 

  • สุขภาพจิตวัยรุ่น ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า และการบูลลี่ รวมถึงสิ่งที่วัยรุ่นและคนรอบตัวสามารถทำได้เมื่อพบสัญญาณของปัญหา

https://www.facebook.com/share/p/14wrgSbc6UZ/

 

  • เมื่อธรรมชาติเปลี่ยน ชีวิตคนจึงเปลี่ยนตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันใหญ่เกินไป เราควรจะทำอย่างไร?

https://www.facebook.com/share/p/1JMq8KuhwK/

 

จาก “สิ่งที่พบเห็น” เป็น “สิ่งที่อยากเปลี่ยน”


แต่การได้ “ข้อมูล” มากมายไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจปัญหาแล้ว

ในช่วงสุดท้ายของภาคสนาม เด็กๆ จึงได้เทข้อมูลทั้งหมดออกมา

ใครพูดอะไร?

อะไรคือ Need?

อะไรคือ Pain?

อะไรเชื่อมโยงกัน?

อะไรทำให้เราสงสัยมากขึ้น?

จากนั้นจึงค่อยๆ เลือก Problem Territory ที่แต่ละคนอยากเข้าไปสำรวจต่อ

 

นอกจากนี้ เด็กๆ ยังต้องตั้งทีมจะทำงานด้วยกันตลอดปีการศึกษา

แน่นอนทุกคน มีทั้งความชอบ ความไม่มั่นใจ ความกังวล ความกลัวว่าจะทำงานเข้ากันไม่ได้

 

แต่สิ่งที่เราเห็นแล้วอยากชื่นชมมาก คือ เด็กๆ พยายามไม่ใช้อารมณ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว

พวกเขาพยายามฟังเหตุผลของกันและกัน คิดถึงทีมอื่น

และพยายามหาทางเลือกที่ทำให้ทุกคนเดินต่อได้

 

สุดท้ายเด็กๆ ได้ทีม ได้โค้ช

และได้ประเด็นที่อยากเข้าไปทำความเข้าใจต่อ

 

นี่เป็นจุดเริ่มต้น…

เด็กๆ จะกลับไป Empathize กับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของพวกเขาอย่างลึกขึ้น

เพื่อแยกให้ออกว่า

อะไรคือสิ่งที่เรา “คิดว่าเป็นปัญหา”

อะไรคือสิ่งที่คนในสถานการณ์กำลัง “เผชิญจริงๆ”

อะไรคือ gap อะไร คือ opportunity

ก่อนจะไปสู่การสร้างไอเดีย

ทดลอง

ล้ม

เรียนรู้

และสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นมา

 

ครั้งสุดท้ายที่เราเล่าเรื่องวิชาสัมมาธุรกิจ 2026

เด็กๆ กำลังอยู่ในช่วง Discovery ลงพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน ตั้งทีม และเลือกปัญหาที่จะทดลองสร้างความเปลี่ยนแปลง

หลังจากกลับจากทริป หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วจากนั้นเด็กๆ ทำอะไรกันต่อ

เด็กๆ กลับทบทวนสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น และค้นคว้าเพิ่ม พยายามแยกให้ออกว่า

?อะไรคือสิ่งที่คนพูด

?อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ

?อะไรเป็นเพียงอาการของปัญหา

?อะไรอาจเป็นสิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น

ตลอดช่วงหลังทริป เด็กแต่ละทีมจึงเดินผ่านกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่

Secondary research → Empathize → Synthesize → Frame the Problem → How Might We Question → Ideation → Prototype → Testing → Feedback Analysis → Reflection

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าชื่อกระบวนการ สิ่งที่เด็กกำลังฝึกจริงๆ คือการตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า

 

“เราเข้าใจปัญหาดีพอรึยัง”

 

“สิ่งที่เราคิดมาจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายจริงๆ หรือมาจากสิ่งที่เราอยากทำ”

 

“เรามีข้อมูลอะไรสนับสนุนความคิดนี้”

 

“ถ้าสิ่งที่เราคิดไม่เวิร์คจริงๆ เรากล้าเปลี่ยนไหม”

ข้อมูลมากมายถูกนำมา Synthesize มองหารูปแบบ ความเชื่อมโยง ความขัดแย้ง และสิ่งที่อาจซ่อนอยู่ใต้คำพูดที่ได้ยิน

เพราะสิ่งที่คนพูดว่า “ไม่ได้กังวล” อาจจะไม่ได้แปลว่าไม่มีความกังวลเลยจริงๆ

และสิ่งที่มองเห็นว่าเป็นปัญหา อาจเป็นเพียงปลายเหตุของเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น

เมื่อเริ่มเห็น Insight แต่ละทีมจึงกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ผ่าน How Might We Question

ที่ช่วยให้ทีมชัดขึ้นว่า

เราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร ให้ใคร

และกำลังตอบความต้องการอะไรของเขา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ สัมมาธุรกิจ โรงเรียนปัญญาประทีป

บทความที่เกี่ยวข้อง